2007/Dec/03

เรื่องนี้อาจเหมือนนิยายความรักที่ผิดหวัง แต่มันสอนให้เราแกร่งขึ้นน่ะ จะขอเล่าเรื่องแบบย่อๆ เลยแล้วกัน

               เมื่อสมัยมัธยมฯ ปลาย เราแอบชอบเพื่อนเราคนหนึ่ง แค่แอบชอบน่ะ เพราะเราก็ถือว่าการเรียนเรามาเป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว พอจบ ม. 6 ต่างคนต่างแยกย้ายกันตามทาง เราก็เรียนต่อปริญญาตรี

               จนเข้ามาทำงานสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งแถวเสาชิงช้า เป็นเด็ก (ใสซื่อในสมัยนั้น) มีเพื่อนที่เข้ามาทำงานพร้อมกันประมาณ 8 คน เพื่อนผู้หญิง 3 คน มีรุ่นพี่หนึ่งคนผู้ชาย แล้วก็เพื่อนผู้ชายสี่คน คนหนึ่งในนั้นเรียนปริญญาตรีที่เดียวกับเราคนละเอก แต่ขอบอกนิสัยดีมาก แต่มีคนหนึ่งในสายตาเราดูดี ดูเก่ง แต่จบพลศึกษา ใครจะรู้ในมาดคนพูดเพราะ พูดจาดี เรียนเก่ง แต่เลวมหาเลว เพื่อนผู้หญิงนั้นชอบรังแกเรา เราจะตามเขาไม่ทันตลอด โดนว่า อยู่ไม่ทันครบปี พวกที่เข้ามาทำงานพร้อมกันก็ถูกไล่ออก 2 คน นอกนั้นที่เหลือทยอยออกไป เหลือเรากับไอ้หนุ่มพละนั่นและ ตอนนั้นแอบชอบกันอยู่ แต่ปิดบังไม่ให้คนอื่นรู้ แต่เราก็ถูกเจ้านี่หลอก มันออกไปหายไปจากโลกเลย (ความเจ็บช้ำน้ำใจเกิดขึ้น แต่ความรักที่มั่นคงยังอยู่)

              เราทำงานมาเกือบ 7 ปี ไม่รู้ทนมาได้ไง หลังจากนั้นก็ออกมาแสวงชะตากรรมได้ประสบการณหลากหลาย จนมาอยู่นิตยสารท่องเที่ยวฉบับหนึ่ง ก็แกล้งลองเสิร์ชชื่อไอ้หนุ่มพละ จนรู้ว่าอยู่ต่างจังหวัด แล้วได้โทรไป แต่รู้ไหมกว่าจะได้เจอมันก็ผ่านมา 10 ปีแล้ว มีคนรับสายเป็นผู้หญิง เราคาดเดาได้แล้วแหละ คราวนี้ความแค้นที่ถูกหลอกว่า คอยได้ไหม ผมต้องไปเรียนต่างประเทศ มันคือการโกหกคำโตของไอ้สันดา สิ่งที่เราได้ช่วยเหลือมันสมัยเรียนโทที่มหาวิทยาลัยแถวอโศก ได้ทวงสิ่งที่เราเคยช่วยเหลือมัน แถมมันยังโกหกว่าเป็นหนุ่มไร่อ้อย ขอบอกความเลวของมันตีแผ่หน่อย

              ช่วงหลังเราเช็คอย่างละเอียดจนรู้มันได้เป็นครูพละในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ในอำเภอที่ขึ้นต้นว่าทราย ในจังหวัดกำแพงเพชร ความร้ายกาจของมันโกหกได้ตลอด ภรรยาก็เป็นครู ในความคิดของเราคิดว่ามันไม่สมควรเป็นครูเลย ต่อหน้าคนอื่นมันอาจเป็นคนขยัน คนดี แต่ในชีวิตจริง มันคือพวกเศษเดนนรกเท่านั้นเองที่มีวุฒิบัตรปริญญาโท

             แล้วมาขอเล่าเรื่องข้างต้นที่เอ่ยไปคือ คนที่เราแอบชอบสมัยมัธยมปลาย เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเราได้เจอชื่อเขาจึงได้สุ่มเขียนการ์ดปีใหม่ไปให้ หลังจากนั้นก็ได้พูดคุยผ่านทางเอ็มและโทรศัพท์ เราได้ทราบว่าพ่อแม่เขาตายแล้ว แล้วไม่มีใคร เราก็เอ่ยว่า ถ้ามีอะไรให้เราช่วย (ในที่นี่คือการป่วย การจะรักษา เราจะช่วยออกให้) เราได้ทราบว่าเขาเรียนแก้คอมพิวเตอร์ ของศูนย์ฝึกอาชีพของ กทม. เราก็ถามว่าจะเอาอะไรไหมจะได้ช่วยเหลือ เขาบอกว่าเอาแผ่นซีดี ปากกาเขียนซีดี เอ้า...เราก็ซื้อให้ สักพักหมดอีกแล้ว คราวนี้จะเอาแบบอย่างดี เราก็ซื้อให้ ช่วงนั้นเห็นว่าเรียน แต่เริ่มคิดแล้ว เรียนแค่นี้จะเอาแผ่นซีดีอย่างดีไปทำอะไร อยากได้ที่ใส่ซีดี ก็ซื้อให้ เขาดันไปขายเพื่อน เราเริ่มโมโห แล้วมาให้เราซื้อให้ใหม่ หลังจากเรียนคอมฯ ยังไม่ทันจบก็อยากเข้าปริญญาโท เราเป็นคนซื้อหนังสือสารพัดให้เพื่ออยากให้เพื่อนสอบเข้าได้ จนเข้าได้ ยืมเงินเราไปจำนวนหนึ่ง (ขอบอกว่าเขาไม่มีเงินที่จะเรียนเลยแต่เขาก็เที่ยวหยิบยืมเงินคนรู้จัก เขาถามเราว่าทำไมไม่เรียนโท เราบอกว่ามันต้องใช้เงินเยอะ และเราต้องดูแลทางบ้าน เราไม่จำเป็นต้องเรียนแล้ว) แต่เขาเป็นคนที่ว่า ได้แล้วจะเอาอีก มันไม่รู้จักพอ เกริ่นกับเราอยากได้พ็อกเก็ตพีซี ซึ่งเราก็ถามจำเป็นไหม ขนาดเรายังไม่ซื้อ เรารู้คุณค่าของเงิน ส่วนตัวเขามีพีซีเดรสท็อป 2 เครื่อง มีโน้ตบุ๊ค 1 เครื่อง แล้วทำไมยังต้องการใช้แบบนี้อีก คราวนี้เรารับปากไปงั้นๆ คือตรูไม่ซื้ออีกแล้ว มันตลกสิ้นดี อีกอย่างหนึ่งคือ ดิกชั่นนารี เราซื้อให้เขาเล่มหนึ่งมิใช่ถูกๆ จะพยายามให้เราซื้ออีก เราก็เลยถามว่า ทำไมจึงใช้ดิกชั่นนารีหลายเล่มจัง ถ้าเขาซื้อเองเขาจะคิดไหมวะ เกรงใจไอ้เพื่อนคนนี้มากแล้ว มันเปรียบเทียบกับไอ้หนุ่มพละศึกษา ขอบอกให้หนุ่มพละศึกษาเราทวงมาได้ทุกบาททุกสตางค์ไม่มีขาด แล้วไม่คิดจะเอาของเราอีกเลย และไม่มีนิสัยเหมือนผู้หญิงแบบตานี้ (เริ่มส่งสัยน่าจะเป็นเกย์เฒ่าแน่) 

         มาเล่าต่อ ความที่เราโมโหง่ายหายไว ก็เขาอีหร็อบเดิม ชอบให้เติมเงินมือถือให้ บ่อยครั้ง บางครั้งก็จ่ายตังค์ บางครั้งก็ไม่จ่าย แต่ส่วนมากไม่จ่าย เราไม่เคยทวง แต่ดูพฤติกรรมของคนเราสิว่ามันจะเกรงใจไหม หลายครั้งชอบสั่งให้ซื้อของ มีครั้งสุดท้าย ที่เราโทรไปคุยคือ เรากำลังศึกษาพวกวิตามินและอาหารเสริม เราก็บอกว่ามีตัวหนึ่งราคาแค่ร้อยกว่าบาทเอง แต่เราพูดหลายๆ ตัว เขากลับมาย้อนว่า นึกว่าจะซื้อให้ (สุดทน)

         เราสุดทนกับพวกผู้ชายที่มีแต่ขี้ ถามหน่อยมีเบอร์โทรศัพท์สามเบอร์ จำเป็นไหม เราว่าไม่จำเป็น อยากกินของแพงๆ ชอบโทษความผิดให้กับครอบครัวตัวเอง แค่ฟันผุยังโทษตระกูล ขอบอกรับไม่ได้ ยิ่งกว่าไอ้พละศึกษาอีก เราเริ่มเกลียด และขอเลิกติดต่อ ส่วนเงินที่ยืมไม่อยากได้คืน ให้ไปใช้ชาติหน้า

          สรุปเขาทำตัวเกินฐานะ เวลาถามว่าจะทำงานอะไร ก็ชอบอิงคนรู้จักมันตลกดีวะ วันๆ นอนดูหนัง นี่หรือ เรารับไม่ได้กับคนคนนี้อย่างมาก มันน่ารังเกียจ เขาบอกที่เขาไม่ได้เรียนปริญญาตรี เพราะทางบ้านไม่มี แต่ขอบอกมีเพื่อนเราคนหนึ่ง ส่งตัวเองเรียนจนจบปริญญาตรี แถมส่งน้องเรียนอีก ถามหน่อย เขาทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย แต่คนคนนี้อ้างๆ ตลอด ขอบอกวันไหนที่เพื่อนร่วมของคุณไม่มีเงินให้คุณยืมเรียนโท คุณจะเอาขี้ที่ไหนจ๊ะ

         วันนี้เราแกร่งขึ้น เพราะเราจะไม่ยุ่งกับคนพวกนี้อีก รูปลักษณ์กับนิสัยมันต่างกัน เอาเปรียบกันเกินไป ยิ่งเราไม่พูดก็ไม่เกรงใจเลย เราเริ่มเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมอันทุเรศ เพื่อนเราซะอีกที่เรียน ม.6 มาด้วยกัน เฮ้ยแกซื้อของให้หรือ เดี๋ยวฉันให้แกน่ะ นี่คือความเกรงใจไม่มักใหญ่ใฝ่สูง

          อีกอย่างที่จะบอกเรามีบ้านเอื้ออาทร (บ้านเดี่ยว) คลองสี่ เขาอยากจะไปอยู่เหลือเกิน เราก็บอกว่ายังไม่เสร็จ อยากไปบ้านแม่เราเหลือเกิน แต่ตอนนี้เราสบายใจแล้ว เราไม่มีมารที่คอยสูบเราอีก อยากอยู่บ้านที่ไม่ต้องซื้อ ขอบอกน่ะ "บ้านพักคนชราบางแค น่าจะเหมาะกับเธอ"

edit @ 3 Dec 2007 14:07:21 by ตู่

edit @ 3 Dec 2007 14:16:06 by ตู่

2007/Nov/21

              ใครจะคิดบ้างว่าจะมีเหตุการณ์ซ้ำซากเกิดขึ้นอีก ที่จะพูดถึงเรื่องแรกคือ เยาวชนไทย ปัจจุบันเราจะเห็นข่าวเด็กผู้หญิงตบตีกันตลอด เราคิดในใจเกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องใช้ความรุนแรงในการตัดสินปัญหา หรือแค่ไม่ชอบขี้หน้าก็สามารถทำร้ายผู้อื่นได้หรือ ภาวะเช่นนี้เป็นเพราะอะไร ครอบครัว สิ่งแวดล้อม หรือการศึกษา เราไม่เจาะจง แต่ทุกวันนี้ความก้าวร้าวของเยาวชนมีมากมาย เราเองก็คิดไม่ถึง เทคโนโลยีความเจริญด้านวัตถุเข้ามาแต่จิตใจล่ะ ใครจะแก้ปัญหา

            เริ่มกันเลยดีกว่า คือเราได้เห็นพฤติกรรมของเด็กนักเรียนหญิงสองคนในชุดเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนฝรั่งแห่งหนึ่งย่านคลองเตย ซึ่งเรานั่งรถเมล์อยู่ก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่เจ้าน้องที่นั่งคู่กับเราทำไมถึงเบียดตัวเข้ามา ทำให้เราต้องมอง

           อ๋อ มีเด็กนักเรียนสองคนนี้ยืนเบียดที่นั่งเจ้าน้องคนนี้นี่ ขออธิบายว่าเจ้าเด็กนักเรียนสองคนนี้มีลักษณะคนหนึ่งสูง ผมซอย (คล้ายทอม) อีกคนตัวเตี้ย ถักเปีย (คล้ายดี้) เราคิดตอนแรกว่าคงเป็นพี่น้องกัน เห้นโอบกอดเพราะนึกว่าจะตัวเล็กดี้จะล้ม แต่เปล่า การกอดของสองคนนี้มันเข้าทำนองกอดอย่างว่า

          ทำไมเราถึงรู้ เพราะเจ้าทอมกับดี้คนนี้พูดคุยโดยไม่อายเลยว่ามีคนอยู่บนรถเมล์ ว่าเป็นแฟนกัน มีการใช้นิ้ว มีการพูดว่าเสีย...ว อะไรจะขนาดนั้น พฤติกรรมด้านกามชัดๆๆ พ่อแม่เขาไม่รู้พฤติกรรมของลูกเขาเลยหรือ มันน่าละอายน่ะ ทำไมถึงกล้าที่จะโชว์การพูดจาและกิริยาการกอดกันด้วย เราไม่เข้าใจจริงๆ รู้สึกอดสู สมเพศ ดีที่เราไม่มีลูก คิดดูถ้าเราเป็นแม่ เราคงตบมันตายคามือไปแล้ว เฮ้อ....

 

เรื่องที่สอง

         มันคือความเศร้าซ้ำซากสำหรับคนเลี้ยงหมาหรือสุนัขอย่างเรา ถ้าเรากลับบ้านเราจะได้ยินเสียงของหมาเราร้องดีใจ ส่วนเจ้าตัวเล็กก็จะแหกปากร้องเพื่อนอยากออกจากห้องที่ขังไว้

          พอเราไขกุญแจปุ๊บ เราเริ่มรู้ว่าผิดปกติมาถึง เจ้าแก้ว หมาเพศเมีย ลูกครึ่งบางแก้วหายไปไหน จะบอกว่าหมาตัวนี้ผิดปกติทางสมองอายุ 3 ปีแล้ว แต่ไม่เคยเสียสาว เราสังหรณ์ใจไม่ผิด พอเปิดประตูห้องหลานชายเพราะขังหมาเจ้าออมสินไว้ เป็นพุดเดิ้ลสีน้ำตาล อายุยังไม่ถึงขวบเลย

           เปิดประตูก็เห็นเจ้าแก้วอยู่ด้านใน ปากเต็มไปด้วยเลือดๆๆ ใจเราสลายแล้ว เรารู้ชะตากรรมของออมสินว่าตายแล้ว เราไม่กล้าเปิดดู เจ้าแก้วมันสามารถปีนหน้าต่างห้อง เข้าไปกัดออมสินจนตาย เราเครียดมาก ขึ้นบ้านโทรหาพี่สาว เล่าเหตุการณ์ เจ้าแก้วกัดหมาพุดเดิ้ลมาสองตัวแล้ว มาตัวนี้เป็นตัวที่สาม เรารับไม่ได้ แต่ก็ไม่ฆ่ามัน เราคิดว่าเราต้องซื้อปลอกปากให้มันและจะไม่เลี้ยงหมาอีกแล้ว อีกอย่างเจ้าออมสินเป็นหมาหลานชาย แต่เราดูแลออมสินมากกว่า เลิกงานรีบกลับบ้านเพราะห่วงหมาที่เลี้ยงไว้ เมื่อคืนเป็นคืนที่เครียด อยากร้องไห้ เราเป็นคนรักหมามาก แล้วอีกหนึ่งชีวิตก็จากไป เราก็คิดเหมือนกัน สักวันเราก็คงไปเจอกันนะออมสินในไม่ช้า ขอให้เจ้าจงเกิดเป็นคน ไปสบายเถอะน่ะ

edit @ 21 Nov 2007 10:17:24 by ตู่

edit @ 21 Nov 2007 13:59:41 by ตู่

2007/Jul/17

วันนี้เช้ามาอากาศก็ครึ้ม เนื่องจากฝนตกมาเมื่อวานตอนเย็น ทำให้ฉันต้องลงบันไดจากชั้น 23 มาด้านล่างเพื่อกลับบ้าน เพราะไรหรือ ไฟดับไปทั่วตลอดแนวถนนพระราม 4 ค่ะ

หลังจากทำกิจจากบ้านเสร็จ ก็ออกจากบ้านมาทำงานด้วยอารมณ์สบาย ทุกวันนี้ฉันต้องนั่งรถเพื่อขึ้นทางด่วน และรถสายนี้จะเป็นปอ.สีน้ำเงิน บางครั้งก็แอร์เย็น บางครั้งก็แอร์กี่ แต่วันนี้แอร์ไม่มีเลย แถมยืนตลอดทางจนลง ทำให้ฉันอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมา แถมมาเจอคนชนในลิฟต์อีก (ขอบอกฉันอยากจะชกหน้ายัยผู้หญิงคนนั้นเสียจริงๆ เพราะไม่มีคำขอโทษจากปาก)

ทุกวันในช่วงเช้า ฉันมักงานข่าวจากอินเตอร์เน็ตทุกฉบับ เพราะไม่อยากไปยุ่งกับ นสพ.ของนาย มันทำให้ฉันรู้ข่าวสารเยอะมากเหมือนกัน แล้วก็รู้สึกว่า วันนี้พูดมากซะเมื่อยปาก ฉันเองถ้ามีเรื่องคุยก็จะคุยน้ำไหลไฟดับ มีสิ่งอะไรที่อยากรู้ก็จะต้องถามให้รู้ให้ได้ แล้วเป็นคนที่เปิดดูข้อมูลทางเน็ตด้วย วันนี้ก็รู้ว่าหลานสาวลูกพี่ชายคนโตเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ปกติทางบ้านพี่สะใภ้ไม่ค่อยติดต่อ ทางบ้านเราก็เลยไม่รู้อะไร เพราะพี่ชายเสียไปนานแล้ว แต่เราก็ดีใจกับหลานเราด้วย ขอให้ได้งานดีๆ แล้วกัน

วันนี้ก็ได้เจอกับคำสัมภาษณ์ที่น้องนิ ที่เคยทำงานที่เดียวกันสัมภาษณ์ไว้นานแล้ว เพื่อลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ อ่านแล้วก็ขำดี ขอลงเป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ แล้วกันน่ะ

"ถ้าไม่ได้เดินตลาดนัด เหมือนจะขาดใจ"

"ถ้าไม่ได้ซื้ออะไรสักชิ้น ก็เหมือนขาดอะไรไปอย่าง"

"ตอนนี้เดินไปไหนก็มีแต่ตลาดนัด มีทุกที่ ทุกวัน เป็นเหมือนตัวเร่งเร้าให้เราต้องลงไป ขนาดบางวันพยายามห้ามใจไม่ให้ลงไปเดิน เพื่อนมาชวนนิดหน่อย ไม่ปฏิเสธเลย แล้วเป็นไง เราเองที่เสียสตางค์ เพื่อนเราเดินตัวปลิว"

แต่ก่อน จริยา เป็นคนที่ซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นชนิด 79 หรือ 99 บาททุกวัน ซื้อจนลืมว่าสตางค์ในกระเป๋าหายไปไหน แถมซื้อมาแล้วไม่ค่อยได้ใส่ เพราะใส่ไม่ได้ ผ้าไม่ดี เป็นต้นเหตุของการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์

สรุปว่า อย่างไรก็ต้องซื้อ แต่เปลี่ยนมาซื้อของดี มีแบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์ไทย ที่พัฒนาตัวเองจากตลาดล่าง จริยา บอกว่า สินค้ากลุ่มนี้น่าสนับสนุน

"มีร้านประจำที่ตัดเย็บดี ไม่หยาบ ไม่ย้วย ดีไซน์เก๋ บางทีก็ไปดูประตูน้ำเหมือนกัน แต่ที่นั่นออกแนวก๊อบ ต้องซื้อทีละ 3 ตัว ไปดูที่จตุจักรก็จะมีที่ที่เป็นเสื้อผ้าแฮนด์เมดเยอะกว่า"

จริยา บอก ใครจะว่าเธอเสพติดตลาดนัดก็ไม่เถียง เพราะ "ฉันชอบของฉัน ของน่ารักๆ อย่ามาวางขายให้เห็นแล้วกัน ฉันจะซื้อ"

เฮ้อ! เรื่องของเราก็ตลกดีเหมือนกันน่ะ...อิ อิ